วันที่ฟ้าอึมครึม อากาศหม่นๆ ทั่วกรุงเทพ ดอกไม้กำลังบานในหัวใจฉัน...
จะให้เป็นดอกอะไรดีนะ ดอกที่สามารถบ่งบอกความสดใส ให้บรรยากาศสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า
ดูจะเป็นการพบกันที่นานที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้พบกับพี่ขนมหวาน คงเพราะนี่เป็นวันสุดท้ายที่อาจจะได้เจอกันในออฟฟิศนี้ก็ได้
ถึงแม้ว่าตลอดเวลาฉันจะสังเกตและมองพี่เขาได้จากด้านหลัง เห็นแขนสีแทนที่เจ้าตัวบอกว่าไปกรำแดดทะเลช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ตาเจ้ากรรมหาเรื่องไปมองไรผมสีดำที่เพิ่งผ่านกรรไกรมาเมื่อไม่นาน ไล่มาหยุดที่ไหล่ผายอันน่าอบอุ่น
คนที่ปกติเวลานั่งรถชอบมองสองข้างทางตลอดเวลาอย่างฉัน วันและเวลานั้นกลับให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า โดยเจ้าตัวไม่รู้สึกว่ามีสายตาหนึ่งเกือบจะกลืนขนมที่อยู่ตรงหน้าให้ละลายไปเดี๋ยวนั้น
แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะบุคคลที่สามอยู่ด้วย ดูเหมือนเขาจะเพลิดเพลินกับการสนทนาภาษากล้อง และการงานที่ใหม่ ฝ่ายที่นั่งฟังอย่างฉันก็ยิ้มไปกับบทสนทนาประสาชาย
นานๆ ครั้งที่เจ้าของกรอบแว่นข้างหน้าจะหันมาชวนคุย เพราะกลัวว่าฉันจะหลับไปเสียก่อน เท่านี้ก็พอแล้ว...
พี่เจ้าส่งฉันใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬา ก่อนเจ้าตัวจะไปทำงานที่เซ็นทรัลเวิลด์โบกมือสั่งลา บอกว่าเปลี่ยนที่ทำงานแล้วเราคงไม่ได้เจอกันอีกพูดซะฉันอยากจะให้เบอร์เสียเดี๋ยวนั้นถ้าไม่ติดว่ามีพี่อีกคนมาด้วยจะแลกเบอร์ แลกเมล์ตามประสาหญิงไทยใจเกินร้อยไปแล้ว
วันที่ดอกไม้บานใจหัวใจฉัน เป็นเหมือนวันสั่งลา ต่อไปเราคงไม่ได้เจอกันอีกอย่างที่พี่เขาบอก แต่อย่างน้อยการได้เจอกัน ได้คุยกันของคนสองคน แม้ความสัมพันธ์จะไม่ไกลเกินกว่าคนรู้จ้ก แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ
วันสิ้นเดือนของเดือนเมษาฯ จะเป็นที่จดจำของผู้หญิงที่ได้แต่แอบมองเขาฝ่ายเดียวอย่างฉัน ดอกไม้คงบานแล้วบานอีกเมื่อใจหวนคิดถึง
ถ้าวันไหนฝนตกทั่วกรุงเทพฯ ฉันจะคิดถึงไหล่กว้าง เจ้าของแว่นกรอบหนาและตาคู่นั้น...
ดอกไม้คงไม่บานแค่วันนี้...